วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จะต้องปฏิบัติตาม “ระเบียบฯ”ที่ออกโดยกระทรวงอื่นหรือไม่ (2)


                             
                    จะต้องปฏิบัติตาม “ระเบียบฯ”ที่ออกโดยกระทรวงอื่นหรือไม่(2)

ตามที่ผู้อ่านท่านหนึ่งกรุณาสอบถามการปฏิบัติตามระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับฯซึ่งออกโดยกระทรวงอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม มีปัญหาว่าหากในระเบียบนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรา(บุคคลหรือหน่วยงานใน กห.) เช่นนี้เราจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร  ผู้เขียนจึงได้นำเสนอในฉบับที่แล้วถึง การจัดลำดับชั้นหรือศักดิ์ของกฎหมาย และกล่าวถึง ข้อแตกต่างของอนุบัญญัติและ“ระเบียบปฏิบัติภายใน”ว่า
อนุบัญญัติ ได้แก่  ระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับ และกรณีเรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งหมดนี้ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ  “กฎหมาย”(พระราชบัญญัติ /พระราชกำหนด /พระราชกฤษฎีกา/ กฎกระทรวง) 
           “ระเบียบปฏิบัติภายใน” หรือ“ระเบียบภายใน” ได้แก่ คำสั่ง /ระเบียบ และกรณีเรียกชื่ออย่างอื่น จะออกโดยอาศัยอำนาจตาม”อนุบัญญัติ”หรือไม่ก็ได้  ที่สำคัญคือออกโดยไม่ได้อาศัยอำนาจของ “กฎหมาย”
สำหรับ“ระเบียบปฏิบัติภายใน”เป็นเรื่องภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยราชการใดโดยเฉพาะ และเมื่อออกโดยไม่ได้อาศัยอำนาจของ “กฎหมาย” ฉะนั้นคนหรือหน่วยงานภายนอกจึงไม่จำต้องปฎิบัติตาม 
จะมีปัญหาตรงอนุบัญญัติเท่านั้น  ที่ว่าหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานตามชื่อของอนุบัญญัติจะต้องปฏิบัติตามอนุบัญญัตินั้น  หรือไม่ ซึ่งได้กล่าวไว้บ้างแล้ว

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอสรุปสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาดังนี้คือ
1)      พิจารณาว่า ระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับฯเป็นเรื่องการสั่งการเพื่อปฏิบัติเป็นการภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยราชการใดโดยเฉพาะหรือไม่ ถ้าเป็น ก็ถือว่าเป็น“ระเบียบปฏิบัติภายใน”ที่ไม่ผูกพันหน่วยงานหรือบุคคลนอกกระทรวงฯ  หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวจึงไม่จำต้องปฎิบัติตาม
2)      พิจารณาว่า ในระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับฯของหน่วยงานนั้น มีข้อความที่ระบุว่าการที่ออกมาระเบียบฯได้ก็โดยอาศัยอำนาจตาม “กฎหมาย”(พระราชบัญญัติ /พระราชกำหนด /พระราชกฤษฎีกา/ กฎกระทรวง)ใดหรือไม่  ถ้ามี ก็ถือได้ว่าไม่ใช่“ระเบียบปฏิบัติภายใน” แต่เป็น“อนุบัญญัติ ที่ได้รับการมอบอำนาจมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ มีศักดิ์เป็น“กฎหมาย”ที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกโดยอ้อม  หน่วยงานหรือบุคคลนอกกระทรวงฯจะต้องปฎิบัติตามด้วย
3)      ถ้าในระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับฯของหน่วยงานใด ไม่มีข้อความที่ระบุว่าที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม “กฎหมาย”(พระราชบัญญัติ /พระราชกำหนด /พระราชกฤษฎีกา/ กฎกระทรวง)ใด เราจะต้องไล่ย้อนขึ้นไปตามลำดับตามชั้นหรือศักดิ์ของกฎหมาย ตรวจสอบดูว่ามี“กฎหมายฉบับใดให้อำนาจกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยราชการใดไปออกกฎหมายลูกได้หรือไม่ ถ้ามี ถือว่าเป็น“อนุบัญญัติ เช่นเดียวกรณีข้อ 2) ที่หน่วยงานหรือบุคคลนอกกระทรวงฯจะต้องปฎิบัติตาม แต่ถ้าไม่มี ถือว่าเป็น“ระเบียบปฏิบัติภายใน”เช่นกรณีข้อ 1) ที่หน่วยงานหรือบุคคลนอกกระทรวงฯไม่จำต้องปฎิบัติตาม
4)      นับตั้งแต่กฎกระทรวงไล่ย้อนขึ้นไปจนถึงรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าชื่อจะระบุว่าเป็นของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยราชการใด  ถือว่าเป็น กฎหมาย ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม


อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยที่ไม่ได้ยกตัวอย่างประกอบ แต่ถ้าท่านใดเป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับกฎ ระเบียบฯ คงเข้าใจได้ไม่ยากนัก  ฉบับหน้าจะขอนำเรื่องเข้าใจง่ายใกล้ตัวมาเสนอต่อไป สวัสดีครับ

จะต้องปฏิบัติตาม “ระเบียบฯ”ที่ออกโดยกระทรวงอื่นหรือไม่

                             จะต้องปฏิบัติตาม “ระเบียบฯ”ที่ออกโดยกระทรวงอื่นหรือไม่

ผู้เขียนได้นำเสนอบทความเรื่อง “การจัดลำดับชั้นหรือศักดิ์ของกฎหมาย”ลงเสนาศึกษาฉบับล่าสุด มีผู้อ่านท่านหนึ่งกรุณาสอบถามการปฏิบัติตามระเบียบฯซึ่งออกโดยกระทรวงอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม มีปัญหาว่าหากในระเบียบมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรา(บุคคลหรือหน่วยงานใน กห.) เช่นนี้เราจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร  ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสนี้นำเสนอบทความทางกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจดังนี้
            สรุปการจัดลำดับชั้นหรือศักดิ์ของกฎหมายได้ดังนี้
            “รัฐธรรมนูญ”เป็นกฎหมายสูงสุด
            “กฎหมาย ได้แก่
            1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ/ พระราชบัญญัติ /พระราชกำหนด และ กรณีเรียกชื่อ อย่างอื่น ทั้งหมดนี้ที่ออกตามบทบัญญัติใน“รัฐธรรมนูญ”
            2.พระราชกฤษฎีกา/ กฎกระทรวง และกรณีเรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งหมดนี้ที่ออกตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติ
3.“อนุบัญญัติ ได้แก่
           ระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับ และกรณีเรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งหมดนี้ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ  “กฎหมาย”(ตามข้อ
1 หรือ 2
          ตามข้อ
1.  เรียกอีกว่ากฎหมายแม่บท  ข้อ 2-3   เรียกว่ากฎหมายลำดับรอง
...............................................................
           “ระเบียบปฏิบัติภายใน” หรือ“ระเบียบภายใน” ได้แก่ คำสั่ง /ระเบียบ และกรณีเรียกชื่ออย่างอื่น จะออกโดยอาศัยอำนาจตาม”อนุบัญญัติ”(ข้อ
3)หรือไม่ก็ได้  ที่สำคัญคือออกโดยไม่ได้อาศัยอำนาจของ “กฎหมาย”(ข้อ1,2)

กฎหมาย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ฉะนั้นนับตั้งแต่กฎกระทรวงไล่ย้อนขึ้นไปจนถึงรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องปฏิบัติตามนั้นจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้    
อนุบัญญัติ หากมีบทบัญญัติในอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องบุคคลใดหรือหน่วยงานใด ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามหรือไม่     
ข้อพิจารณาดังนี้คือ  ตามหลักอำนาจอธิปไตยมี ๓ หลัก คือนิติบัญญัติ  บริหาร  และตุลาการ เป็นอำนาจที่แยกออกจากกัน เช่นนิติบัญญัติมีอำนาจออกกฎหมาย บริหารจะไม่มีอำนาจออกสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย  การที่ฝ่ายบริหาร(กระทรวง)ออกพระราชกฤษฎีกา/ กฎกระทรวง ไล่ลงมาจนถึงระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับฯได้ เพราะได้รับการมอบอำนาจมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ(สภาฯ)วิธีการมอบอำนาจก็โดย สภาเมื่อออกกฎหมายเช่น ออกพระราชบัญญัติ จะมีมาตราที่กำหนดให้ฝ่ายบริหาร(กระทรวง)มีอำนาจออก กฎกระทรวง ข้อบังคับ  ระเบียบประกาศได้[1] ตรงนี้ถือว่า  การที่รมต.เจ้ากระทรวงไปออก กฎกระทรวง ประกาศฯเหล่านี้เป็นการออกโดยอาศัยอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติที่มอบอำนาจให้ตนอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นตามหลักการมอบอำนาจ  ถือว่าฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาฯ(ผู้มอบอำนาจ)  ยังคงเป็นผู้ออก จึงถือว่าสิ่งที่ออกมาเป็นกฎหมาย(เพราะถือว่าสภาฯเป็นผู้ออกโดยอ้อม) สรุปได้ว่าเมื่อถือว่าอนุบัญญัติเป็นกฎหมาย  บุคคลหรือหน่วยงานราชการหากมีบทบัญญัติเกี่ยวข้องถึงตน ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น

หากกฎหมายแม่บทบอกถึงการมอบหมายให้ฝ่ายบริหารสามารถออกอนุบัญญัติแทนไว้ชัดแจ้ง เช่นบอกว่า “อาศัยอำนาจตามความในมาตรา...” เช่นนี้ย่อมไม่มีปัญหา  แต่ถ้าไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจไว้หรือบอกไว้ไม่ชัดแจ้ง..กรณีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับ/คำสั่ง  ทั้งหลายนี้ เป็น “อนุบัญญัติ” หรือเป็น “ระเบียบปฏิบัติภายใน”  กล่าวคือหาก ระเบียบ/ ประกาศ/ข้อบังคับ/คำสั่ง  นั้นๆมีบทบัญญัติเกี่ยวข้องเราๆ ต้องปฏิบัติตาม หรือไม่ อย่างไรนั้น  ขอได้โปรดติดตามได้ในฉบับหน้าครับ






[1] เช่นพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม .. 2551 มาตรา๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

กฎหมายบังคับให้ต้องจัดการความรู้

กล่องข้อความ:        กฎหมายชวนรู้

                                                             กฎหมายบังคับให้ต้องจัดการความรู้
พ.อ.ชัชวาล  ธรรมนิรัต

            มีบางท่านสงสัยว่า “ทำไม่ รร.จปร. ต้องมีการจัดการความรู้” หรือ “มีกฎหมายที่บังคับให้หน่วยงานหรือสถานศึกษาต้องดำเนินการจัดการความรู้หรือไม่”   ผู้เขียนขอตอบคำถามนี้ว่า “มี” ซึ่งอาจกล่าวโดยแยกเป็นสองหลักใหญ่ๆได้แก่ หลักของการประกันคุณภาพการศึกษา และหลักของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี    สรุปได้ดังนี้คือ  
             หลักการตามที่กำหนดในมาตรฐานของการประกันคุณภาพการศึกษามีกฎหมายที่กำหนดเรื่องการจัดการความรู้สามารถลำดับศักดิ์หรือชั้นของกฎหมายได้ดังนี้คือ  รัฐธรรมนูญฯซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดให้มีการตรา พ.ร.บ.การศึกษาฯ และ พ.ร.บ.การศึกษาฯกำหนดให้มี สมศ. ซึ่ง สมศ.ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพไว้ 7 มาตรฐาน สำหรับมาตรฐานที่ 5  เป็นเรื่องการพัฒนาสถาบันและบุคลากร  โดยได้กำหนดตัวบ่งชี้ร่วมไว้ 11  ตัวบ่งชี้  ซึ่งตัวบ่งชี้ที่ 5.2  กำหนดให้มีการพัฒนาสถาบันการศึกษาสู่องค์การแห่งการเรียนรู้
            หลักตามที่กำหนดในหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมีกฎหมายที่กำหนดเรื่องการจัดการความรู้สามารถลำดับศักดิ์หรือชั้นของกฎหมายได้ดังนี้คือ  รัฐธรรมนูญฯซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดให้มีการตรา พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฯ และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฯกำหนดให้มี พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯอันมีบทบัญญัติให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ 
            กล่าวโดยสรุป  การจัดการความรู้จึงเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ บัญญัติแยกออกเป็นสองสาย สายแรกคือสายการศึกษา ส่วนสายที่สองเป็นสายการบริหาร โดยที่ต่างก็กำหนดให้หน่วยงานในสายงานของตนมีการพัฒนาไปสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (บังคับสถาบันการศึกษา) กับให้พัฒนาเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ(บังคับส่วนราชการ)
            รร.จปร.เป็นหน่วยงานราชการและเป็นสถานศึกษาจึงต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบังคับ คือต้องพัฒนาไปสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และต้องพัฒนาให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอด้วย

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> 

รายงานผลการสอนกฎหมายทหาร


ส่วนราชการ   กมส.สกศ.รร.จปร.                          (โทร.๖๒๓๖๖)
ที่  กห ๐๔๖๐../                                       วันที่             ม.ค.  ๕๖
เรื่อง   รายงานผลการสอนกฎหมายทหาร

เรียน  ผอ.สกศ.รร.จปร.

อ้างถึง   หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต  สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา  (ปรับปรุง  ๒๕๕๔)

               ตามอ้างถึง  กมส.สกศ.รร.จปร. ได้ทำการสอนวิชา กฎหมายทหาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แก่ นนร.ชั้นปีที่ ๔ รุ่นที่     แล้ว โดยมี ผอ.สกศ.รร.จปร. ทำพิธีเปิด นั้น
              บัดนี้การสอนวิชาฎหมายทหาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงขอรายงานผลการดำเนินงานดังนี้
๑.      ทำการสอนกฎหมายทหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
     ๑.๑ กฎหมายทหารที่ใช้ในสถานการณ์ปกติ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. ๒๔๕๕  พระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พ.. ๒๔๙๘  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช  ๒๔๗๖    ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔                                                 
                     .๒ กฎหมายคุ้มครองการปฏิบัติการทางทหาร (ที่ใช้ปฏิบัติงานในสถานการณ์ไม่ปกติและกฎหมายอื่นๆ) ได้แก่ 
              
             ๑.๒.๑ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘  กฎอัยการศึก พ.. ๒๔๕๗  พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑     
                           ๑.๒.๒ กฎหมายคุ้มครองการปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ ได้แก่ กฎหมายเพื่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนเช่น กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายยาเสพติดให้โทษ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายป่าไม้เป็นต้น          
๑.๓ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทหาร ได้แก่ สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (กฎหมายสงคราม)
๑.๔  กฎหมายอื่นๆ..ที่ใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในการปฏิบัติราชการ  ได้แก่ กฎหมายอาญา-แพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา-แพ่ง กฎหมายปกครอง  หลักและวิธีในการนำกฎหมายไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันทั้งส่วนตัวและบุคคลทั่วไป
กมส.สกศ.รร.จปร.ได้เชิญบุคคลภายนอกมาทำการสอนด้วยคือ   นายสุวิทย์ รัตนสุคนธ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดลำปาง และ  พ.อ.ประชาพัฒน์   วัจนะรัตน์  ผอ.กกฎ.สธน.ทหาร พร้อมทั้งแจกเอกสารประกอบการสอนได้แก่ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ ทั้งให้แจ้ง นนร.สามารถศึกษาค้นคว้าและขอเอกสารเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ของ กมส.สกศ.รร.จปร. (http://www.crma.ac.th/lawdept/Military_Laws/) อีกทางหนึ่งด้วย
๒.      การสัมมนาโดยนนร.ทั้งชั้นร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็น “การลงทัณฑ์ทหารขาดหนีราชการที่ไม่ถูกต้อง” กรณีศึกษา พลฯ วิเชียร  เผือกสม สังกัด ร.๑๕๑ พล.๑๕ ทภ.๔ เสียชีวิตระหว่างการฝึกทหารใหม่ ที่มีผู้นำไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส  รายการแพะรับบาป นั้น มีผลการสัมมนาดังสิ่งที่ส่งมาด้วย ๒.
๓.      ทำการประเมินการเรียนการสอน สรุปผลประเมินได้ดังสิ่งที่ส่งมาด้วย ๓.





              จึงเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา

เช่าบ้านของผู้อื่น ต่อมาได้ทำการติดตั้งประตู ซึ่งทำด้วยกระจก พอถึงครบกำหนดเวลาเช่า จะ ถอดถอนประตูกระจกนี้ออกไปได้หรือไม่

ถามว่า
เช่าบ้านของผู้อื่น ต่อมาได้ทำการติดตั้งประตู ซึ่งทำด้วยกระจก พอถึงครบกำหนดเวลาเช่า จะ ถอดถอนประตูกระจกนี้ออกไปได้หรือไม่
ก่อนอื่นขอถาม กลับไปว่า
ประการแรก ประตูกระจกที่ติดตั้งนั้น อยู่ในลักษณะ ติดตรึงตา กับบ้านเช่าอย่างถาวรหรือไม่ หรือสามารถถอดออกไปได้โดยไม่ทำให้บ้านทรุดเสียหาย
ประการที่สอง ถามว่าตอนติดตั้งประตูกระจกได้ขออนุญาตผู้ให้เช่าก่อนหรือไม่ หรือตกลงกัน เป็นอย่างไร
คำตอบ
                ถ้า ประตูกระจกนั้นติดตั้งไม่ถาวรอยู่กับห้องเช่า  ผู้เช่า ก็สามารถรื้อออกไปได้โดยที่ไม่ทำให้ห้องเท่านั้นเสียหาย เหตุผล ก็คือกระจกนั้นไม่ถือว่าเป็นส่วนควบ  เพราะตามกฎหมายแล้วส่วนควบจะต้องเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจจะแยกจากกันได้นอกจากจะทำลายหรือทำบุบสลายหรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เพราะฉะนั้น ประตู ถ้าเข้ากรณีนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของห้องให้เช่า ผู้ให้เช่าจึงไม่ใช่เจ้าของประตู

                สำหรับประเด็นที่ 2 ถ้าได้รับอนุญาตให้ติดตั้งได้ และตกลงกันว่าประตูนั้นเป็นของใครก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าไม่ได้ขออนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาต เป็นสิทธิ์ของผู้ให้เช่าที่จะเรียกร้อง ให้ทำทรัพย์สินที่เช่าหรือห้องเช่านั้นกลับคืนสภาพเดิม คือ การที่ไม่ได้รับอนุญาตและผู้เช่าต้องการเอาประตูออกไปก็จะต้องทำห้องเช่านั้นให้เรียบร้อย กลับคืนสู่สภาพเหมือนที่ตอนเช่ามาครับ

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สัมมนากฎหมายทหารและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวกับทหาร (สังเขปรายวิชา - แผนการสอน)



กองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ส่วนการศึกษา

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ภาคการศึกษาที่ (พิเศษ)
ปีการศึกษา
2552

นนร.ชั้นปีที่ 4 ทุกสาขา


ชื่อวิชา “ กฎหมายทหาร สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

รหัสวิชา SS 6005 จำนวนหน่วยกิต 3 หน่วยกิต ( ใช้เวลา 48 ชั่วโมง )

ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552


สังเขปรายวิชา ศึกษา

1.กฎหมายทหารหลักที่สำคัญ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. 2455 พระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พ.. 2498 พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.2544

2. กฎหมายที่ใช้ในการปฎิบัติการทางทหาร
เน้นกฎหมายที่ใช้ปฏิบัติงานใน จชต.ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และกฎเกณฑ์ว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม กฎอัยการศึก พ.. 2457 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 กฎหมายเพื่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอื่นๆ เช่น กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายยาเสพติดให้โทษ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายป่าไม้เป็นต้น

3. สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
(กฎหมายสงคราม)

4. หลักและวิธีในการนำกฎหมายไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
ทั้งส่วนตัวและบุคคลอื่นในหน่วยงาน


5. กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

อาจารย์ผู้สอน
พ.อ. ชัชวาล ธรรมนิรัต
หัวหน้าวิชา

พ.อ. สุวัฒน์ เนตรนิยม

.. สมชาย เฉกแสงทอง

น.ส. ณริตศา สายสะอาด

อาจารย์พิเศษ จาก สำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ICRC
(
International Committee of the Red Cross ) ,
กรมพระธรรมนูญ ,กอ.รมน. ,ทภ
4 ,

ศาลยุติธรรมและกระทรวงยุติธรรม


วิธีการศึกษา - บรรยาย / สัมมนา

วันเวลาเรียน วันพุธที่ 6 ม.ค.53 ถึงศุกร์ที่ 8 ม.ค.53 และ
จันทร์ที่ 1
1ม.ค.53 ถึง พุธที่ 13 ม.ค.53
เวลา 0800 -
1200 และ1300 - 1700

สถานที่ ห้องเรียน อาคารกองวิชาประวัติศาสตร์ ห้อง 206,105,209

ตำราเรียน ตัวบทกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ. พ.ร.ก.ต่างๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อม เอกสารประกอบการบรรยาย

กำหนดการสอน วิชา “ กฎหมายทหาร สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา (กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

1

6 ม.ค. 53

กล่าวเปิดการสัมมนา ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการสอน

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายที่ใช้ปฏิบัติงานใน จชต.” และ

การปฏิบัติงานใน จชต.ที่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย

พ.อ.จิรศักดิ์ฯ

พ.อ.เฉลิมฯ,, น.ส. ณริตศาฯ

พ.อ.ชัชวาล ฯ

2

6 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายที่ใช้ปฏิบัติงานใน จชต.” และ

การปฏิบัติงานใน จชต.ที่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย

พ.อ.เฉลิมฯ,, น.ส. ณริตศาฯ

พ.อ.ชัชวาล ฯ

พักกลางวัน

3

6 ม.ค. 53

-ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พ.อ.สุวัฒน์ ฯ

4

6 ม.ค. 53

-ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ต่อ)

พ.อ.สุวัฒน์ ฯ

ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา(กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

5

7 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสำหรับนายทหาร”

ICRC,
พ.อ.สุวัฒน์ ฯ

6

7 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสำหรับนายทหาร”(ต่อ)

ICRC,
พ.อ.สุวัฒน์ ฯ

พักกลางวัน

7

7 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสำหรับนายทหาร” (ต่อ)

ICRC,
พ.อ.สุวัฒน์ ฯ

8

7 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “สิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสำหรับนายทหาร” (ต่อ)

ICRC,
พ.อ.สุวัฒน์ ฯ



ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา(กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

9

8 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน” และ

“หลักและวิธีการนำกฎหมายมาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน สำหรับนายทหารใหม่”

อจ.สุวิทย์ฯ

พ.อ.สมชาย ฯ

10

8 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน” และ

“หลักและวิธีการนำกฎหมายมาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน สำหรับนายทหารใหม่” (ต่อ)

อจ.สุวิทย์ฯ

พ.อ.สมชาย ฯ

พักกลางวัน

11

8 ม.ค. 53

-กรณีศึกษา/การถกแถลง ประโยชน์จากการนำไปปรับใช้ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วไปปฏิบัติงาน

อจ.สุวิทย์ฯ

พ.อ.สมชาย ฯ

12

8 ม.ค. 53

-ทดสอบประเมินผล

พ.อ.สมชาย ฯ



ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา(กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

13

11 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายทหารหลักๆที่สำคัญ” และ

“ความผิดทางอาญาของทหาร(ในศาลทหารและศาลพลเรือน)คดีทั่วไปและคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ”

พ.อ.ปิยวัฒก์,
พ.อ.ชัชวาลฯ

14

11 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายที่ใช้ปฏิบัติงานใน จชต.” และ

การปฏิบัติงานใน จชต.ที่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย

พ.อ.ประชาพัฒน์ฯ

พ.อ.วิจารย์ฯ,

พักกลางวัน

15

11 ม.ค. 53

-กรณีศึกษา/การถกแถลง ประโยชน์จากการนำไปปรับใช้ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วไปปฏิบัติงาน

พ.อ.ประชาพัฒน์ฯ

พ.อ.วิจารย์ฯ,

16

11 ม.ค. 53

-ทดสอบประเมินผล

น.ส. ณริตศา ฯ



ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา(กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

17

12 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายเพื่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” (แรงงานต่างด้าว-คนเข้าเมือง-ยาเสพติด-ป่าไม้) และ “สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศข้างเคียง รวมถึง บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน( NGO ) และองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจติดตามเหตุการณ์ความรุนแรงใน จชต.”

ขว.ทบ.

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ฯ

18

12 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ “กฎหมายเพื่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” (แรงงานต่างด้าว-คนเข้าเมือง-ยาเสพติด-ป่าไม้) และ “สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศข้างเคียง รวมถึง บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน( NGO ) และองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจติดตามเหตุการณ์ความรุนแรงใน จชต.”

ขว.ทบ.

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ฯ

พักกลางวัน

19

12 ม.ค. 53

-กรณีศึกษา/การถกแถลง ประโยชน์จากการนำไปปรับใช้ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วไปปฏิบัติงาน

ขว.ทบ., พ.อ.หญิงพิมลพรรณ

20

12 ม.ค. 53

-ทดสอบประเมินผล

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ฯ



ครั้งที่

วัน เดือน - ปี

เนื้อหา(กฎหมาย/หัวข้อบรรยาย)

หมายเหตุ

21

13 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บทบาทความรับผิดชอบของทหารตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 รวมทั้งการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยทหาร”

อจ.ชาติชายฯ

ร.ท.ฐนัต ฯ

22

13 ม.ค. 53

-บรรยายพิเศษ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บทบาทความรับผิดชอบของทหารตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 รวมทั้งการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยทหาร”

อจ.ชาติชายฯ

ร.ท.ฐนัต ฯ

พักกลางวัน

23

13 ม.ค. 53

-กรณีศึกษา/การถกแถลง ประโยชน์จากการนำไปปรับใช้ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วไปปฏิบัติงาน

อจ.ชาติชายฯ

ร.ท.ฐนัต ฯ

24

13 ม.ค. 53

- การทดสอบประเมินผล

ร.ท.ฐนัต ฯ

ตรวจถูกต้อง

พ.อ.

( ชัชวาล ธรรมนิรัต )